ภาพยนตร์โฆษณา - ต่อต้านคอร์รัปชั่น

14/9/54


ข้อมูลจังหวัดชลบุรี – สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี
ข้อมูลจังหวัดชลบุรี – สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี – ท่องเที่ยวชลบุรี
งโด่งดัง เกี่ยวกับ สถานที่ท่องเที่ยว ทางทะเล จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่ง “ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสารดี ประเพณีวิ่งควาย” จังหวัดชลบุรี อยู่ห่างจาก กรุงเทพมหานคร เพียง 81 กิโลเมตร เท่านั้น จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นจำนวนมาก
        

อาณาเขต จังหวัดชลบุรี
  • ทิศเหนือ มีพื้นที่ติดต่อกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ
  • ทิศใต้ มีพื้นที่ติดต่อกับ จังหวัดระยอง
  • ทิศตะวันออก มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดจันทบุรี
  • ทิศตะวันตก มีพื้นที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
  ข้อมูลจังหวัดชลบุรี ได้มีการเขียนบันทึกไว้ว่า จังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัด ที่อยู่ทางภาคตะวันออก ของประเทศไทย จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 50 ของจังหวัดทั้งหมดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ประมาณ 4,363 ตารางกิโลเมตร
          จังหวัดชลบุรี นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สำคัญของ ประเทศไทย เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ เขตอุตสาหกรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมทางด้านท่องเที่ยว เพราะจังหวัดชลบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยว อยู่มากมาย หลายแห่ง นอกจากอุตสาหกรรมด้านท่องเที่ยว แล้วยังมี อุตสาหกรรมทางด้าน การค้าการลงทุน การพาณิชย์ อุตสาหกรรมโรงงานต่างๆ ทีสำคัญยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดชลบุรียังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศ ไม่แพ้กับกรุงเทพ เพราะมี ท่าเรือแหลมฉบัง ที่เป็นท่าเรือใช้ในการ ขนถ่ายสินค้า ทั้งสินค้านำเข้า และสินค้าส่งออก รองจากท่าเรือกรุงเทพ
         จังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสีย

สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ


สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ




Seoul
รถไฟด่วนพิเศษ ( KTX )
เดินทางสู่ กรุงโซล โดยรถไฟ KTX ระหว่างทางให้คณะได้พักผ่อน และ สัมผัสบรรยากาศระหว่างสองข้างทาง        ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันแปลกตาต่อผู้ที่พบเห็นจนถึงกรุงโซล
ชมวิธีการทำกิมจิ ( Kimchi School )
กิมจิเป็นผักดองที่สามารถเก็บไว้ได้นาน และเป็นอาหารที่ขึ้นโต๊ะชาวเกาหลีทุกมื้อ ปัจจุบันนี้กิมจิเป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะประกอบด้วยแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในการย่อยอาหาร และป้องกันโรค   
ให้ท่านได้ทลองทำกิมจิด้วยตัวท่านเอง และสามารถนำกลับมาเป็นของฝาก พร้อมกับใส่ชุดประจำชาติของเกาหลีใต้ (ฮันบก) และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
สนามฟุตบอล World cup stadium
เป็นสนามกีฬาที่ใช้เป็นพิธีเปิดการแข่งขันชิงถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA) 2002 ที่ประเทศเกาหลีและประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ
คลองชองเกชอน ( Cheonggyechon )
สถานที่เดทยอดฮิตของวัยรุ่นเกาหลี สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีที่แล้ว โดยคำสั่งของกษัตริย์ยองโจ (กษัตริย์องค์ที่ 21 ของราชวงศ์โชซอน) ใช้คนงานประมาณ 200,000 คน เพื่อปรับพื้นที่ให้กระแสน้ำไหลเป็นทางตรง ภายหลังสงครามเกาหลีพื้นที่ริมคลองได้กลายสภาพ ไปเป็นชุมชนแออัด น้ำเน่าเสีย สิ่งแวดล้อมโดนทำลาย ต่อมาในปี 1960-1970 ได้มีการปรับปรุง โดยมีการสร้างทางด่วนยกระดับ ขึ้นเหนือถนนที่เกิดจากการปิดคลอง ผลที่ตามมาคือมีสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และสิ่งอำนวยความสะดวก ทางธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย และในปัจจุบันได้มีโครงการฟื้นฟูคลองชองเกชอน โดยเริ่มเมื่อวันที่ ก.ค. 2003 จนถึงวันที่ ต.ค.2005 จนกลายเป็นคลองสะอาด น้ำสีฟ้าใส การฟื้นฟูคลองชองเกชอนครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำในการทำให้กรุงโซลกลาย เป็นเมืองที่มีความสมดุลระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ตามคลองชองเกชอน มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย คุณจะได้เห็นธรรมชาติกลางเมืองและสัมผัสกับประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมของเกาหลี เช่น ชองเก พลาซ่าสะพานควังทงเกียว,บันชาโด (ภาพวาดขบวนแห่ของกษัตริย์ชองโจ),กำแพงวัฒนธรรม และกำแพงแซกดง (กำแพงสายรุ้ง)สถานที่ตั้งประตูโอกันซูมุนบริเวณที่ใช้ซักผ้ายุคโบราณกำแพงแห่งความหวังกำแพงน้ำตกเป็นจังหวะน้ำพุอุโมงค์ และท่าเรือจนชิและบริเวณคลองชองเกชอนมักจะ พลุกพล่านไปด้วยร้านอาหาร ที่จัดจำหน่ายแก่พ่อค้าและลูกค้า

Suwon
สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ( Everland )
สวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ขอเชิญท่านท่องไปกับโลก ของสัตว์ป่าซาฟารี ท่านจะได้พบกับ ไลเกอร์” ซึ่งเป็นลูกแฝดผสมที่เกิดขึ้นจากความรัก ระหว่างสิงโตผู้เป็นพ่อและเสือผู้เป็นแม่นับเป็นแฝดผสมเสือ-สิงห์โตคู่แรกในโลก และสนุกไปกับลีลาท่าทางอันพลิ้วไหวของหมีต่างๆ ซึ่งพนักงานขับรถซาฟารีจะ เป็นผู้ทักทายและเล่นกับพวกเขาเหล่านั้น เติมเต็มความสุขของท่านด้วยบัตร BIG 5 สนุกสนานกับเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งท่านสามารถเลือก เล่นเครื่องเล่นได้ฟรีถึง อย่าง และเชิญท่านถ่ายรูปกับสวนดอกไม้ซึ่ง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล ให้ท่านได้สนุกสนานกับเครื่องเล่นต่างๆ จนได้เวลาพอสมควร (เดือนเมษายน ให้ท่านได้พบกับเทศกาลทิวลิปสีสันสดใสที่บานต้อนรับฤดู ใบไม้ผลินับแสนดอกทั่วเอเวอร์แลนด์ พร้อมให้ท่านได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก)
Wedding Show
ชม Wedding Show เป็นโชว์การแสดงโดยสวมชุดแต่งงาน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีมีทั้งการแสดงละครตลกร่วมสมัยเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน แก่ทุกท่าน


Seoraksan
อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ( Seoraksan Mountain )
ชมทิวทัศน์และบรรยากาศที่ไปด้วยหุบเขาและลำธารชมธรรมชาติอันสวยงามของอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นแนวเขาที่สวยงามมากที่สุดในเกาหลี

Odaesan
เขตอุทยานแห่งชาติโอแดซาน ( Odaesan National Park )
ถูกตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์ 1975 กั้นพรมแดนระหว่างเมืองคังนึง ฮงซอน และเพียงชาง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 298.5ตารางกิโลเมตร และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ในแต่ละปีโอแดซานต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 800,000 คน ในฤดูใบไม้ผลิดอกไม้ในเขตอุทยานจะออกดอกบานสะพรั่ง ขณะที่ในฤดูหนาวจะปกคลุมไปด้วยหิมะ และฤดูใบไม้ร่วงจะเต็มไปด้วยพรรณไม้หลาก สีสันที่พากันเปลี่ยนสีพร้อมจะผลัดใบ

Suanbo
ทะเลสาบชุงจู  ( Chungju Lake )
ถือว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างเมืองชองจู เมืองเจชอน และเมืองทันยาง ทะเลสาบชองจูเป็นทะเลสาบที่ถูกสร้างขึ้น ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อการกักเก็บน้ำ มีพื้นที่ประมาณ97 ตารางกิโลเมตร ใกล้ๆ กับทะเลสาบชองจูมีอุทยานแห่งชาติ ซอรักซาน ทิวทัศน์ที่สวยงามของทันยาง พัลเกียง หรือ ทิวทัศน์มหัศจรรย์ทั้งแปด” ในแถบที่เป็นเขาหินปูนรอบๆ ทันยาง บรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล  น้ำภายในเขื่อนมีสีฟ้าใสสะอาด  นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเดินทางโดย ทางเรือในทะเลสาบในระยะสั้นๆ ได้ตลอดทั้งปี ทะเลสาบแห่งนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองทันยาง

Jeongseon
ปั่นจักรยานบนรางรถไฟ ( Rail Bike ) 
นำท่านสนุกสนานกับการปั่นจักรยานแบบพิเศษRail Bike ไปตามรางรถไฟเป็นระยะทาง 2.5กิโลเมตร ตลอดเส้นทางท่านจะได้พบกับธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ของเมืองจองซอนที่ปกคลุมไปด้วยป่าเขา ด้านซ้ายจะเป็นแม่น้ำส่วนด้านขวาจะเป็นขุนเขาสลับซับซ้อน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทุ่งนาเขียวขจีและแปลงผักของ เกษตรกรชาวเกาหลีที่ขนาบอยู่ริมสองฝั่งน้ำระหว่างทางท่านจะ ได้ปั่นจักรยานไปตามรางรถไฟที่ลอดอุโมงค์ซึ่งเจาะทะลุภูเขาท่ามกลางอากาศเย็นสบายและเส้นทางที่ค่อย ๆลาดเอียงลงไปตามไหล่เขาทำให้ท่านไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย กับการปั่นจักรยานมากนัก ขากลับท่านสามารถเลือกนั่งรถไฟหัวรถจักรโบราณเพื่อกลับมายังจุดเริ่มต้นหรือนั่งรถบัสปรับอากาศที่จัดเตรียมไว้
ถ้ำฮวาอัม ( Hwa-amgul Cave )
ถ้ำหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบระหว่างการขุดหาแร่ทอง แต่เดิมภูเขาลูกนี้ได้รับสัมปทาน ในการขุดหาแร่ทองและมีแร่ที่มีค่าอื่น ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อขุดลึกเข้าไปพบถ้ำหินงอกหินย้อย ขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในการขุดหาทองก็ยุติลง เพราะเกรงว่าจะทำให้ถ้ำหินงอกหินย้อยอันล้ำค่าพังทลายลง การเที่ยวชมถ้ำฮวาอัมนั้น ขึ้นจะมีรถรางค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามเนินเขาเพื่อเข้าสู่ปากถ้ำซึ่งเป็นถ้ำที่ ขุดขึ้นเพื่อหาทองในสมัยนั้น ระหว่างทางมีการจัดแสดง หุ่นจำลองของนักขุดทอง และบางจุดนักท่องเที่ยวสามารถทดลองใช้เครื่องมือ ขุดเจาะในสมัยก่อนที่ติดตั้งไว้ พร้อมทั้งมีแร่ทองที่ยังคงติดอยู่กับผนังถ้ำให้นักท่องเที่ยวได้ชม

Daejoen
สวนสมุนไพรซางซูเฮิร์บแลนด์ ( Sangsoo Herbland )
สวนสมุนไพรที่เปิดบริการมาแล้วเกือบ 20 ปี โดยมีการรวบรวมสมุนไพร มากจากหลายประเทศทั่วโลก สมุนไพรหายากที่คัดเลือกมาปลูก ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันมีกว่า 550 ชนิด จากสมุนไพรกว่า 3,500 ชนิด ที่เป็นที่รู้จักและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไฮไลท์ของที่นี่นอกจากสมุนไพร หลากหลายชนิดก็คือภัตตาคารสมุนไพร ที่มีบริการอาหารหลากหลายชนิดอันมีรสชาติ เป็นเอกลักษณ์ด้วย เครื่องปรุงที่มีสมุนไพรเป็นหลักโดยเฉพาะเมนูข้าวดอกไม้ที่เป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้รักสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร อาทิเช่น น้ำพริกสมุนไพรครีมบำรุงผิวสบู่,  ยาสระผมน้ำหอมเทียนเครื่องสำอางน้ำมันบำรุงผิว และยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น ผ้าเช็ดตัวเครื่องแต่งกาย ฯลฯ  ให้ท่านได้เลือกซื้อกลับไปเป็นของฝาก

Boseong
ไร่ชาเขียวโบซอง ( Boseong Green Tea Farm )
แหล่งปลูกชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี และเป็นแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมชาเขียว ว่ากันว่าชาเขียวที่ขายอยู่ในเกาหลีกว่าร้อยละ 40 ผลิตจากที่นี่ ในช่วงเดือนพฤษภาคม ของทุกปีที่โบซอง จะมีการจัดเทศกาลชาขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จัก กับชาโบซองไร่ชาสีเขียวขจีที่ปลูกไร่        เรียงไปตามไหล่เขาอย่างเป็นระเบียบราวกับปูพรมไว้ โดยมีทิวต้นสนซีดาร์ที่สูงกว่า 20เมตรแบ่ง ไร่ชาออกเป็นแปลง ๆ เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำละครยอดฮิต นอกจากจะได้เก็บภาพประทับใจกับไร่  ชาแล้ว ท่านจะได้สัมผัสกับการเก็บใบชา ก่อนจะเข้าร่วมพิธีชงชาในสไตล์เกาหลีดั้งเดิม และดื่มชาเขียวรสเลิศที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี

Gyeongju
สุสานชอนมาชง
สุสานของกษัตริย์และสมาชิกของราชวงศ์ในสมัยชิลลา หนึ่งใน 23 สุสานขนาดใหญ่ของสวนแห่งนี้ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุด ภาพเขียนม้าที่อยู่ภายในสุสานซึ่งเป็นศิลปะใน สมัยชิลลาได้รับการยอมรับในเรื่องความสวยงาม นอกจาก นี้ยังมีโบราณวัตถุอีกกว่า 11,526 ชิ้นที่เกี่ยวเนื่องกับ การดำรงชีวิตของกษัตริย์ในสมัยนั้น ในบริเวณเดียวกันเป็นที่ตั้งของ ฮวางนัมแดจง สุสานที่ใหญ่ที่สุด เป็นที่บรรจุพระศพของกษัตริย์ ราชินี และเครื่องทองมากกว่า 30,000 ชิ้น ซึ่งเชื่อว่าราชินีในสมัยนั้นเป็นหญิง ในสังคมชั้นสูงมาก่อนที่จะแต่งงาน เมื่อได้เข้าไปภายในคุณจะสัมผัสได้กับ วัฒนธรรมเกาหลีที่ยาวนานกว่า 1,500 ปี

Busan
ถนนสายบันเทิง ( PIFF Street )
เป็นศูนย์กลางในการจัดงานภาพยนตร์นานาชาติ ที่รู้จักกันในนามเทศกาลหนังพูซาน เริ่มเปิดในปี1996 ปัจจุบันจะมีเทศกาลหนังในช่วงเดือนกันยายน หรือเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ในบริเวณนี้ยังมีโรงละคร นัมโพดง และเวทีกลางแจ้งบริเวณอ่าว Suyeongman ในเดือนสิงหาคมของทุกปี ทุกคนจะได้ชมการแสดงการเต้นระบำ และดนตรีมากมาย ในบริเวณหาด Gwangalli
อุทยานแทจงแด ( Taejongdae )
เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากอีกแห่งหนึ่งในเมืองพูซาน โดยรถนำเที่ยวของอุทยาน ที่แวะจอดให้ท่านได้ลงไปสัมผัสกับความสวยงามของทะเล และหน้าผาสูงชัน พร้อมสวนสาธารณะที่หนาแน่นไปด้วยต้นไม้สีเขียว และสิ่งสันทนาการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำที่สามารถมองเห็นทะเลร้านค้าขายของขบเคี้ยว และร้านขายของที่ระลึกทิวทัศน์รอบ ๆ จะมองเห็นหินผา และประภาคารสีขาวสวยงาม จากนั้น นำท่านเข้าชมKOREA RPC ตลอดช่วงเช้า
หาดแฮอึนแด ( Haeundae Beach )
นับเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเกาหลี ชื่อ แฮอึนแด ถูกตั้งขึ้นตาม โดยนักปราชญ์ ในราชวงศ์ชิลลา นาม ชอย ชิ วอน ในตอนที่ท่านเดินทางมายังเกาะดองเบคโด และชื่นชมกับหาด            สวย จนจารึกชื่อ แฮ อึน แด ลงบนกำแพงหินบนเกาะ หาดแฮอึนแด
ศูนย์ประชุม APEC
ชมอาคารที่ใช้ประชุม APEC ที่ชาวเกาหลีเรียกว่า HAEUNDAE NURIMARU ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะทงแบก ของเกาะทงแบกที่อยู่ทางด้านใต้ เกาะทงแบกเป็นเกาะที่มีธรรมชาติที่สวยงามมีต้นสนมากมาย และที่นาริมารูยังเป็นที่จัดการประชุม เอเปค 2005 ซึ่งในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยม เยือนสถานที่แห่งนี้ถึง 5,000 คน
สะพานควางอัน( GwangalBridge ) 
เป็นสะพานแห่งแรกในเกาหลีที่ทอดข้ามทะเล และยาวที่สุดถึง 7.42 กิโลเมตร โดยช่วงกลางของสะพานระยะทาง 0.9 กิโลเมตร ได้รับการออกแบบสร้างเป็นสะพานแขวน ใช้เวลาถึง ปี ตั้งแต่ปี 1994-2003 จึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างถึง 7,899 ล้านวอน สะพานควางอันเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเมืองปูซาน เชื่อมระหว่างเมือง Centum city ซึ่งสร้างเป็นเมืองในอนาคตกับ BEXCO ศูนย์การประชุมขนาดใหญ่อีกแห่งของเกาหลี จากบนสะพานควางอันเราสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ เมืองซังชึงได้สุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นเกาะโอรยูก ภูเขาฮวาง รยอง เกาะทงแบก และหาดทรายขาวที่ทอดยาว
สวนยงดูซาน ( Yongdusan Park )
สวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้กว่า 70 สายพันธุ์ ในพื้นที่69,000 ตารางเมตร ชื่อยงดูซานมาจากภูเขาที่ดูคล้ายกับหัวมังกร ที่กำลังเลื้อยจากแผ่นดินไปยังทะเลที่อยู่ด้านหน้า นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพูซานทาวเวอร์ ที่สูงถึง 120 เมตร นำท่านขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองพูซาน

1/9/54

ภูมิศาสตร์ประเทศไทย


ภูมิศาสตร์ประเทศไทย
           ประเทศไทยตั้งอยู่ในแหลมอินโดจีน  การที่เรียกว่าแหลมอินโดจีน  เพราะถือว่าอยู่ระหว่างประเทศอินเดีย กับประเทศจีน ซึ่งเป็นการถือเอาประเทศใหญ่เป็นจุดอ้าง  แต่ถ้าถือเอาสภาพทางภูมิศาสตร์ เป็นจุดอ้างก็น่าจะเรียกว่า อินโด - แปซิฟิค  เพราะเป็นแหลมที่แบ่งน่านน้ำออกเป็นมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิค  มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ ดังนี้
         ทิศเหนือ  จดเส้นรุ้ง ๒๐ องศา ๒๕ ลิบดา ๓๐ พิลิบดา เหนือ ที่กิ่งอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
         ทิศใต้  จดเส้นรุ้ง ๕ องศา ๓๗ ลิบดา ที่กิ่งอำเภอเบตง จังหวัดยะลา
         ทิศตะวันออก  จดเส้นแวง ๑๐๕ องศา ๓๗ ลิบดา ๓๐ พิลิบดา ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
         ทิศตะวันตก  จดเส้นแวง ๙๗ องศา ๒๒ ลิบดา ตะวันออก ที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
            สภาพธรรมชาติในเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออก - ใต้ของทวีปเอเซีย มีอุณหภูมิสูง มีทะเลลมและฝนเป็นปัจจัยให้เกิดป่าดง ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อน และสัตว์ป่านานาชนิด ที่มีปริมาณมากกว่าอีกหลายส่วนของโลก นับว่าเป็นย่านอันอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร และทรัพยากรที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปเอเซีย
            การที่เส้นแวง ๑๐๑ องศา ตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นผ่านกลางพื้นที่ประเทศไทย  การคิดเวลาของประเทศไทย จึงควรใช้เส้นแวงเส้นนี้เป็นตัวกำหนด  แต่เนื่องจากว่าเพื่อให้สะดวกในกิจการรถไฟ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังแหลมมลายู ได้มีเวลาตรงกันทั้งไทย และมลายู (มาเลเซีย) ไทยจึงตกลงใช้เส้นแวง ๑๐๕ องศาตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นศูนย์เที่ยงทางภูมิศาสตร์ของมลายู และเป็นเส้นศูนย์เที่ยงของอินโดจีนด้วย เป็นเส้นศูนย์เที่ยงของไทยด้วย  จึงทำให้เวลาที่แท้จริงของไทยเร็วไป ๑๘ นาทีของที่ควรจะเป็น 
ภูมิรัฐศาสตร์
            ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของผืนแผ่นดินในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งมีพรมแดนธรรมชาติที่เหมาะสมในแง่ภูมิศาสตร์ โดยมีเทือกเขาขนาดใหญ่ และทุรกันดารทอดตัวเป็นแนวยาวจากเหนือมาใต้ ดังนี้
         ด้านทิศตะวันตก  มีเทือกเขาอารกันโยมา อันเป็นสาขาของเทือกเขาหิมาลัย  ทำให้เกิดป่าดงดิบทึบ เป็นการแยกประเทศพม่าออกจากประเทศอินเดียโดยสิ้นเชิง  ไม่มีปัญหาเรื่องการมีสายน้ำร่วมกัน  ในสงครามมหาเอเซียบูรพา  กองทัพญี่ปุ่นได้รุกไปทางตะวันตกผ่านไทย ผ่านพม่า มุ่งสู่อินเดียก็มาสิ้นสุดที่แนวเทือกเขาแห่งนี้เท่านั้น
         ด้านทิศเหนือ  เป็นเทือกเขาขนาดใหญ่บนที่ราบสูง ยูนนานของประเทศจีนตอนใต้ เป็นสาขาปลายตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ที่ผ่านไปสู่ประเทศจีน  เป็นย่านทุรกันดารเป็นป่าเขายากแก่การคมนาคมทางบก
         ด้านทิศตะวันออก  เป็นทะเลจีนใต้อันเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิค  อันเป็นพรมแดนทางธรรมชาติอย่างแท้จริงในทางภูมิรัฐศาสตร์
         ด้านทิศใต้  เป็นทะเลในด้านอ่าวไทย และมหาสมุทรอินเดีย  จึงมีสภาพพรมแดนทางธรรมชาติ เช่นเดียวกับด้านทิศตะวันออก
            ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ดังกล่าวมาแล้วทำให้ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย  มีปราการทางธรรมชาติ ที่เกื้อกูลต่อความปลอดภัยร่วมกันได้เป็นอย่างดี 
ขนาดของประเทศไทย
            จากหลักฐานของกรมแผนที่ทหาร  ประเทศไทยมีพื้นที่ ประมาณ ๕๑๑,๙๓๗ ตารางกิโลเมตร ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เป็นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๓ จนถึงปัจจุบัน
            ในระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีน  ประเทศไทยได้พื้นที่เดิมที่เสียให้แก่ฝรั่งเศส  ในพื้นที่สี่จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทย คือ จังหวัดพระตะบอง (เขมร)  เสียมราฐ (เขมร)  นครจำปาศักดิ์ (ลาว) ล้านช้าง (ลาว)  เป็นพื้นที่ประมาณ ๖๙,๐๒๙ ตารางกิโลเมตร และในสงครามมหาเอเซียบูรพา  ประเทศไทยได้รับดินแดนคืนจากที่เสียให้แก่อังกฤษ คือ สหรัฐไทยเดิม เป็นพื้นที่ประมาณ ๓๙,๘๕๕ ตารางกิโลเมตร และ ๔ รัฐมาลัย คือ รัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี (เคดาร์) และปะลิส  เป็นพื้นที่ประมาณ ๓๓,๒๔๕ ตารางกิโลเมตร
            เมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพายุติลง ไทยจำต้องคืนดินแดนที่ได้กลับคืนมา คืนกลับไปให้ฝรั่งเศส และอังกฤษไป
            เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ ที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยแล้ว จะได้ดังนี้
                    - เล็กกว่า ประเทศพม่าอยู่  ๖๑,๔๖๑   ตารางไมล์
                    - เล็กกว่า ประเทศอินเดีย  ๗    เท่า
                    - เล็กกว่า ประเทศจีน  ๑๐   เท่า
                    - เล็กกว่า ประเทศตุรกี  ๑/๓  เท่า
                    - เล็กกว่า ประเทศฝรั่งเศสเล็กน้อย
                    - เล็กกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา  ๑๓   เท่า
รูปร่างของประเทศไทย
            ประเทศไทยมีความยาวที่สุด จากเหนือ จดใต้ ประมาณ ๑,๘๓๓ กิโลเมตร  มีความกว้างที่สุดจากตะวันออก ไปตะวันตกตามแนวเส้นรุ้งที่ผ่านจังหวัดอุบล ฯ - อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาไปทางตะวันตก ประมาณ ๘๕๐ กิโลเมตร  ส่วนที่แคบที่สุดอยู่ที่ตำบลห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความกว้าง ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และตอนแคบที่สุดของแหลมมลายูอยู่ที่ตรงคอคอดกระ กว้างประมาณ ๖๔ กิโลเมตร
            รูปร่างของประเทศไทยที่กล่าวกันไว้มีอยู่สามภาพด้วยกันคือ เป็นรูปกระบวยตักน้ำ เป็นรูปขวานโบราณ และเป็นรูปหัวช้างมีงวงทอดลงไปในทะเลใต้  สรุปแล้วประเทศไทยมีส่วนยาวเป็นสองเท่าของส่วนกว้าง และครึ่งหนึ่งของส่วนยาวเป็นส่วนแคบ ๆ ทอดยาวลงไปทางใต้  เราอาจแบ่งรูปร่างของประเทศไทยออกอย่างกว้าง ๆ เป็นสองส่วนคือ
         ส่วนบน  มีรูปร่างค่อนข้างจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่มีความเว้าแหว่งอยู่มาก  ห้องภูมิประเทศที่เกิดจากแนวเทือกเขา ที่ทอดตัวจากเหนือไปใต้ ทำให้เกิดส่วนแคบขึ้นสองแนวคือ แนวจังหวัดตาก - อุตรดิตถ์ และแนวอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว - อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
         ส่วนล่าง  มีรูปร่างแคบและยาวมาก มีทะเลขนาบอยู่สองด้าน 
พรมแดนไทย
            พรมแดนของไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  กำหนดขึ้นด้วยสัญญาระหว่างประเทศ กับประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส  ในสมัยที่ประเทศทั้งสองมีอาณานิคมอยู่ติดกับประเทศไทยในทุกด้าน ดังนี้
                    - สนธิสัญญา ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๓๖ ระหว่างไทยกับอังกฤษ กำหนดพรมแดนไทยกับพม่า
                    - สนธิสัญญา เมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๔๗๓ (ร.ศ.๑๑๖) ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
                    - สนธิสัญญา เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๔๔๕ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
                    - สนธิสัญญา เมื่อ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๗ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
                    - สนธิสัญญา เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ระหว่างไทยกับอังกฤษ
      พรมแดนไทยกับพม่า  เริ่มต้นจากจังหวัดระนอง ที่ลำน้ำกระ (เส้นรุ้ง ๑๐ ลิบดา เหนือ) เป็นแนวเส้นเขตแดนต่อไปทางเหนือ ตามแนวสันเขาตะนาวศรี  สันเขาถนนธงชัย  สันเขาแดนลาว  ไปจดแม่น้ำโขง ที่จุดเส้นรุ้ง ๒๕ องศา ๕ ลิบดา เหนือ  ที่กิ่งอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย  แนวพรมแดนด้านนี้ยาว ประมาณ ๑,๔๕๐ กิโลเมตร  ไม่สู้คดโค้งมากนัก ส่วนใหญ่เป็นทิวเขาสูงใหญ่
      พรมแดนไทยกับลาว  เริ่มจากบ้านใหม่ (เส้นรุ้ง ๒๐ องศา ๑๕ ลิบดา  เหนือ) มีลำน้ำโขงเป็นแนวเส้นเขตแดน แล้ววกเขาหาทิวเขาหลวงพระบาง ลงมาทางใต้ แล้ววกไปหาแม่น้ำโขงไปจนจดปากน้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงนี้ยาวประมาณ ๑,๒๐๐ กิโลเมตร
      พรมแดนไทยกับกัมพูชา  เริ่มจากปากแม่น้ำมูล แนวพรมแดนเป็นสันเขาพนมดงรัก  ซึ่งโค้งมาทางตะวันตก จนถึงจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นระยะทาง ประมาณ ๓๒๐ กิโลเมตร  จากนั้นแนวเส้นเขตแดนจะเป็นที่ราบจนจดทะเลที่อ่าวไทย
      พรมแดนไทยกับมาเลเซีย  เริ่มที่ลำน้ำนราธิวาสทางอ่าวไทยไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อย แล้วใช้สันเขาสันกาลาคีรี เป็นแนวเขตแดนไปจนจดมหาสมุทรอินเดีย ที่จังหวัดสตูล
            นอกจากนี้ไทยยังมีพรมแดนที่เป็นฝั่งทะเล คือ
                    - ด้านอ่าวไทย  จากจังหวัดตราด ถึง นราธิวาส มีความยาวประมาณ ๑,๘๗๐ กิโลเมตร และด้านมหาสมุทรอินเดีย จากจังหวัดระนอง ถึงจังหวัดสตูล ยาวประมาณ ๗๔๐ กิโลเมตร

1/8/54

พระพุทธรูปปางต่างๆ

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ในประเทศไทย ปางพระพุทธรูป ของไทยจากพุทธประวัติ  
   ในระยะแรกหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พุทธศาสนิกชนก็ได้นำเอา ดิน น้ำ และใบโพธิ์จากสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ตรัสรู้ (พุทธคยา) ปฐมเทศนา (พาราณสี) และ ปรินิพพาน (กุสินารา) เก็บมาไว้เพื่อบูชาคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมามีการสร้างรูปอื่นที่เป็นสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ เช่น ทำดวงตราสัญลักษณ์ประจำสถานที่ต่างๆ ขึ้น ด้วยดินเผาหรือแผ่นเงิน เช่นที่เมืองกบิลพัสดุ์สร้างตราดอกบัว หมายถึงมีสิ่งบริสุทธิ์เกิดขึ้น และตราม้า หมายถึงม้ากัณฐกะ ที่เมืองพาราณสีสร้างตราธรรมจักร มีรูปกวางหมอบอันหมายถึงการแสดงธรรมจักร และพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงสร้างเสาหินอโศกไว้ในสถานที่ประสูติ เป็นต้น
    ส่วนการสร้าง"พระพุทธรูป " พระพุทธรูปปางต่างๆ ในประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาดังนี้ คือ ตามตำนานพุทธประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนธิโกศลแห่งแคว้นโกศล ได้โปรดให้ช่างจำหลักพระรูปเหมือนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นจากไม้แก่นจันทร์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา นับเป็นการสร้างพระพุทธรูป เป็นครั้งแรก แต่ตำนานพระแก่นจันทร์นี้ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพียงตำนานที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้อย่างชัดเจน ถ้าไม่นับพระแก่นจันทร์ก็สันนิษฐานกันว่า พระพุทธรูป นั้นเริ่มสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๗ ตั้งแต่สมัยคันธารราฐ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนเหนือ ของอินเดียโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานและตะวันออกของอัฟกานอสถาน) ผู่ริเริ่มสร้างไม่ใช่ชาวอินเดียแต่เป็นพวกโยนก (กรีก) สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีกแห่งแคว้นคันธาระ หรือคันธาราฐ
   เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชนำพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ในคันธาราฐ พวกโยนกยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้ามิลินท์มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก แสดงองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจิริญรุ่งเรือง แต่เดิมนั้นพระพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพแต่อย่างใด เพราะในสมัยอินเดียในสมัยนั้นมีข้อห้ามในการทำรูปเคารพ แต่เคยนับถือศาสนเทวนิยมและจำหลักรูปเคารพของเทพเจ้ากลุ่มโอลิมปัสมาก่อน เช่น รูปอพอลโลและซีอุส เมื่อเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ก็เลยจำหลักศิลารูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
"พระพุทธรูปปางต่างๆ ปางพระพุทธรูป "ขึ้นเคารพบูชาเป็นครั้งแรก ซึ่งเราจะพบว่าการสร้าง พระพุทธรูปปางต่างๆ  นั้นส่วนใหญ่สร้างตามพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า เป็นประติมากรรมพุทธประวัติตั้งแต่พระองค์ประสูติ จนถึงนิพพานเลยมีการสร้าง พระพุทธรูปปางต่างๆ เพื่อเป็นการระลึกถึง เป็นสัญลักษณ์ให้เราได้มีพุทธานุสสติ คือระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงมี พระคุณอันล้ำเลิศเพื่อประโยชน์สุขต่อมนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งปวงเลยมีการสร้าง พระพุทธรูปปางต่างๆ ขึ้นมา
ภาพ/ข้อมูล ธรรมะไทย - http://www.dhammathai.org/indexthai.php
ประวัติการสร้างพระพุทธรูป
พระพุทธรูป หรือ พระพุทธปฏิมากร คือ รูปเปรียบ หรือ รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาแห่งพุทธศาสนา หลังจากพุทธปรินิพพานล่วงเลยนานแล้วสร้างตามลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ที่ปรากฏในมหาปุริสลักษณะ มิใช่การทำให้เหมือนองค์พระพุทธเจ้า แต่สร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึง พระพุทธคุณและเพื่อสักการบูชาแทนองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อน้อมใจให้ประพฤติตามคำสอนของพระองค์
ตลอดจนเป็นสิ่งจรรโลงสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรสืบไป ตราบใดยังปรากฏพระพุทธรูปอยู่ หมายถึงว่า พระรัตนตรัย อันเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนายังคงอยู่บริบูรณ์ เป็นเครื่องสร้างศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปให้เลื่อมใสอุปถัมภ์บำรุงพุทธ ศาสนาสืบไป
สำหรับประวัติการสร้าง พระพุทธรูปบูชา ปรากฏในหนังสือจดหมายเหตุ ระหว่างการเดินทางไปอินเดียของ หลวงจีนฟาเหียน เมื่อราว พ.ศ.๙๕๐ ปรากฏใน ตำนานพระแก่นจันทน์ คือ
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปทรงเทศนาโปรดพระพุทธมาร ดาบนดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น พระเจ้าประเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล มีความรำลึกถึงพระพุทธองค์ ด้วยมิได้ทรงเห็นเป็นช้านาน จึงตรัสให้นายช่างทำ พระพุทธรูปขึ้นด้วยไม้แก่นจันทน์แดง ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระพุทธองค์เคยประทับ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จกลับลงมาจากดาวดึงส์ถึงที่ประทับ ด้วยพระบรมพุทธานุภาพ ก็บันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์ เลื่อนหลีกจากพระพุทธอาสน์ จึงตรัสสั่งให้รักษา พระพุทธรูปนั้นไว้ เพื่อสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่าง สร้างพระพุทธรูปสืบไป
ตำนานพระแก่นจันทน์ ที่สร้างขึ้นตามพระบรมพุทธานุญาตแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ขัดต่อหลักฐานทางศิลปกรรมในพระพุทธศาสนา ที่เก่าแก่ที่สุดใน สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช หามีการสร้างพระพุทธรูปไม่ มีแต่ทรงทำรูปสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น รอยพระพุทธบาท ธรรมจักร เป็นต้น
จากหลักฐานทางศิลปโบราณวัตถุสถานและพงศาวดารเหล่าปราชญ์จึงสันนิษฐานว่า ตำนานเรื่องพระแก่นจันทน์ อาจเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีคตินิยมในการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ หรือพระพุทธรูปนั้น และสามารถสรุปได้ว่า พระพุทธรูปเริ่มปรากฏเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลัง สมัยพระเจ้ามิลินท์ หรือ พระเจ้าเมนันเดอร์ ในคันธารราฐ เป็นศิลปะคันธารราฐ แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนถึงสมัย พระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ ทรงปกครองอยู่โดยทรงตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเปษวาร์ มีเมืองมถุราเป็นศูนย์กลาง ทางทิศใต้ลุ่มแม่น้ำคงคา-ยมุนา ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง จึงนิยมสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระศาสดา ในรูปแบบมนุษย์เป็นพุทธเจดีย์กันทั่วไป สรุปการสร้าง พระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นการสร้างตามพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า เป็นประติมากรรมพุทธประวัติตั้งแต่พระองค์ประสูติ สร้างเป็น แบบปางพระพุทธรูป จาก พระพุทธรูปปางประสูติ จนถึงนิพพาน ซึ่งเป็นรปแบบของ พระพุทธรูปปางต่างๆ